ทำบุญง่าย ๆ ตามประสาคน (ไม่ค่อย) มีเวลา

How R U ? ๑( ^_^ )๑ 
        พอดีว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธม.โม) ก้อเลยเอาบุญมาฝากจ๊ะ 
ฝึกตอนแรกท้อ แต่พอฝึกกรรมฐานไปเรื่อย ๆ ก็ OK. จ้า..... วันนี้ก็อเลยมีเคล็ดลับการทำบุญแบบง่าย ๆ มาให้ลองปฏิบัติกันดูน่ะ 

        ทำบุญง่าย ๆ  ตามประสาคน (ไม่ค่อย) มีเวลา 

        พูดถึงเวลาุ้ถ้าเราจะทำบุญ  คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง  การตักบาตรพระหรือเข้าวัดทำบุญเป็นส่วนมาก  แตุ่้ถ้าหากว่าเราไม่ค่อยมีเวลาตักบาตรพระหรือเข้าวัดทำบุญ  ก็เลยเสียโอกาสในการสะสมบุญของเรา 
        วันนี้จึงมีเรื่องมาเล่าให้ทุก ๆ  คนได้อ่านพิจารณากัน  เผื่อจะำได้แง่มุมใหม่ ๆ  ในการสร้างบุญสร้างกุศลสำหรับคน (ไม่ค่อย) มีเวลา หรือมีเวลาทำเป็นปกติอยู่แล้ว  แต่มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ได้อ่าน  เพื่อจะได้เข้าใจว่า  ถ้าเราทำอย่างที่บอกต่อไปนี้  เราจะได้อะไรบ้าง? 
        เชื่อว่าที่บ้านของทุกคนจะต้องมีหิ้งพระบูชาหรือโต๊ะหมู่บูชา  แตุ่ถ้าไม่มีให้หารูปพระมาติดไว้ที่ผนังบ้านก็ได้  จากนั้นให้เราหาขัน หรือกระปุกออกสิน หรือบาตรพลาสติก(ที่ร้านสังฆทานมีขาย  เป็นพลาสติกเจาะรูเหมือนกระปุกออมสิน)  ทุกวันให้เราทุกคนสละเวลาเพียงวันละประมาณ ๒o - ๓o นาที  สวดมนต์ไหว้พระเวลาไหนก็ได้ที่เราว่าง  เราสบายใจ  เช้า  สาย  บ่าย  เย็น  หรือก่อนนอนก็ได้  โดยเริ่มสวดจากบท 
        อิมินา  สักกาเรนะ  พุทธัง  อะภิปูชะยามิ 
        อิมินา  สักกาเรนะ  ธัมธัง  อะภิปูชะยามิ 
        อิมินา  สักกาเรนะ  สังฆัง  อะภิปูชะยามิ 

        อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา  พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ  (กราบ) 
        อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา  ธัมธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ  (กราบ) 
        อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา   สังฆัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ  (กราบ) 

ตั้งนะโม  ๓  จบ 
        นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ 

ระหว่างที่ตั้งนะโม  ก็ให้เราเอาเงินมาจบไว้ที่มือจะกี่บาทก็ได้  ตามศรัทธา  จากนั้นก็เริ่มสวด 

                พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
                ธัมธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
                สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ทุติยัมปิ  พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ทุติยัมปิ  ธัมธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ทุติยัมปิ  สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ตะติยัมปิ  พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ตะติยัมปิ  ธัมธัง  สะระณัง  คัจฉามิ 
        ตะติยัมปิ  สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ        ต่อจากนั้นก็เริ่มสวด 

พระพุทธคุณ     
        อิติปิโส  ภะคะวา  อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  วิชชาจะระณะสัมปันโน  สุคะโต  โลกะวิทู 
        อะนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ  สัตถา  เทวะมะนุสสานัง  พุทโธ  ภะคะวาติ 

พระธรรมคุณ 
        สวากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม  สัณทิฏฐิโก  อะกาลิโก  เอหิปัสสิโก  โอปะนะยิโก  ปัจจัตตัง  เวทิพตัพโพ  วิญญู  หีติ  (อ่านออกเสียงเป็น ฮี-ติ) 

พระสังฆคุณ 
        สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ   
        อุชุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ   
        ญายะปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ   
        สามีจิปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ   
        ยะทิทัง  จัตตาริ  ปุริสะยุคานิ  อัฏฐะ  ปุริสะปุคคะลา  เอสะ  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ 
        อาหุเนยโย ปาหุเนยโย  ทักขิเนยโย  อัญชะลีกะระนีโย  อะนุตตะรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสาติฯ  (อ่านออกเสียงเป็น อา-หุ-ไน-โย) 

ถ้ามีเวลา  ให้สวดบทพาหุง  มหากา ฯลฯ  จบแล้วให้กลับมาสวดพระพุทธคุณบทเดียว  ๙  จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง 
ถ้าไม่มีเวลา  ให้สวดบทพระพุทธคุณบทเดียว  ๙  จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง 

ต่อจากนั้นตั้งสมาธิจิตสักระยะหนึ่ง  แล้วอธิษฐานจิต ๆ  เสร็จ  เอาเงินที่เราจบไว้ที่มือใส่เข้าไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือที่โต๊ะหมู่  เสร็จแล้วแผ่เมตตาอุิทิศส่วนกุศลทุกครั้ง  ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด 

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ 
        สัพเพ  สัตตา                   สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
        อะเวรา                           จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
        อัพยาปัชฌา                   จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อยาได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 
        อะนีฆา                           จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย 
        สุขี  อัตตานัง  ปะริหะรันตุ  จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ 

บทแผ่ส่วนกุศล         
        อิทัง  เม  มาตาปิตูนัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  ปิตะโร         
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่มารดา-บิดาของข้าพเจ้า  ขอให้มารดา-บิดาของข้าพเจ้า  จงมีความสุข 
        อิทัง  เม  ญาตีนัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  ญาตะโย         
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า  ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า  จงมีความสุข 
        อิทัง  เม  คุรูปัชฌายาจะริยานัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  คุรูปัชฌายาจะริยา 
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่ครูปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า  ขอให้ครูปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า  จงมีความสุข 
        อิทัง  สัพพะเทวะตานัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  สัพเพ  เทวา 
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง  ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง  จงมีความสุข 
        อิทัง  สัพพะเปตานัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  สัพเพ  เปตา 
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวงขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข 
        อิทัง  สัพพะเวรีนัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  สัพเพ เวรี 
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง  ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง  จงมีความสุข 
        อิทัง  สัพพะสัตตานัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  สัพเพ  สัตตา 
        ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ  แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  จงมีความสุข 
๑.ถามว่าเราจะได้อะไรจากการปฏิบัติอย่างนี้? 
ตอบ        ขณะที่เราสวดมนต์อยู่นั้นเราสวดมนต์บูชาคุณพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์   
ขณะที่สวดจิตเราก็น้อมอยู่กับคุณพระรัตนตรัย  ขณะนั้นจิตเรามี  พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ  ได้แล้วกรรมฐาน ๓ กอง 

๒.ขณะที่สวดมนต์อยู่นั้นเราสวดมนต์ด้วยจิตที่มีอาการสำรวม  มีความตั้งใจในการสวด 
ถามว่าอาการที่จิตสำรวม  มีความตั้งใจในการสวดนั้น  เป็นอาการของอะไร? 
ตอบ        เป็นอาการของสมาธิ  ได้แล้วสมาธิเบื้องต้น 

๓.ขณะที่สวดมนต์ด้วยจิตที่มีอาการสำรวม  มีความตั้งใจ  จิตของเราก็คอยนึกถึง  ระวังไม่ให้หลงลืมในบทสวดนั้น 
ถามว่าอาการที่คอยนึกถึง  ระวังไม่ให้หลงลืมในบทสวดนั้นเป็นอาการของอะไร? 
ตอบ        เป็นอาการของสติ  ได้ฝึกสติในการสวดมนต์ไปในตัว 

๔.ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน  เอาเงินที่จบใส่ลงไปในภาชนะที่ได้เตรียมไว้เป็น  ทานบารมี 
อธิษฐานบารมี  ซึ่งก็วกมาเข้าเรื่องของบารมี  ๓o ทัศ  บารมีแปลว่าอะไร? 
ตอบ        บารมี  แปลว่า  ความดีที่ควรบำเพ็ญ  ซึ่งประกอบด้วย 
        ๑.  ทานบารมี                                ๖.  ขันติบารมี 
        ๒.  ศีลบารมี                                ๗.  สัจจะบารมี 
        ๓.  เนกขัมมะบารมี                        ๘.  อธิษฐานบารมี 
        ๔.  ปัญญาบารมี                        ๙.  เมตตาบารมี 
        ๕.  วิริยะบารมี                                ๑o.  อุเบกขาบารมี 

        ๔.๑  ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จเราทำทาน  คือเอาเงินที่จบใส่ในขันหรือภาชนะ เป็น ทานบารมี 
        ๔.๒  ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร  มีศีลอยู่ในขณะที่สวดเป็น ศีลบารมี 
        ๔.๓  ขณะที่เราสวดมนต์อยู่จิตเราปราศจากนิวรณ์มารบกวนใจ  ถือว่าเป็นการบวชใจเป็น เนกขัมมะบารมี 
        ๔.๔ ถ้าจะุถามว่า  การที่เราสวดมนต์ไหว้พระเราทำด้วยความงมงายหรือไม่?  ไม่ เพราะเราทำด้วยศรัทธา 
        ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกใจให้เกิดสติ  มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี 
        ๔.๕ ถ้าเราไม่มีความเพียร  เราก็ทำไม่ได้  เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความเพียร  ความเพียรเป็น วิริยะบารมี         
        ๔.๖  ถ้าเรามีความเพียรแล้ว  ไม่มีความอดทนความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้  เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความอดทน  ความอดทนเป็น ขันติบารมี         
        ๔.๗ มีความเพียรมีความอดทนแล้ว แต่ขาดสัจจะในการกระทำ  หมายถึง ความจริงใจ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีความจริงใจใน 
        การประพฤติปฏิบัติความจริงใจเป็น สัจจะบารมี 
        ๔.๘ เมื่อเราสวดมนต์เสร็จทำสมาธิ  ตั้งจิตอธิษฐาน  การอธิษฐานเป็น อธิษฐานบารมี 
        ๔.๙ ใส่บาตรเสร็จก็ต้องแผ่เมตตา  อุทิศส่วนกุศล  การแผ่เมตตาเป็น เมตตาบารมี 
        ๔.๑o ขณะที่แผ่เมตตา  เราก็ต้องทำใจให้เป็นเมตตาไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งหลาย  ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร  อุเบกขา 
        วางเฉย  อโหสิกรรมกับบุคคลที่เราได้เคยล่วงเกินกันมา  ไม่โกรธ  ไม่เกลียด  ไม่ชอบ  ไม่ชัง  ทำใจให้นิ่ง 
        ทำจิตให้สงบเย็น  วางจิตให้เป็นอุเบกขาเป็น อุเบกขาบารมี  (คืออุเบกขาที่ทรงด้วยพรหมวิหาร) 

        เห็นไหมคะ  แค่เราสวดมนต์เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน  เราก็ได้บารมีครบถ้วน  และสิ่งเหล่านี้เองก็จะสะสมในใจของเรา 
ทีละเล็กละน้อย  เหมือนเราเก็บเงินวันละบาท ๑๐ วันก็ได้ ๑๐ บาท  แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร  เราก็จะไม่ได้อะไรเลย  แล้วเงินที่เรา 
หยอดทุกวันที่ได้จาการสวดมนต์  ก็เหมือนกับเราได้ใส่บาตรทุกวัน  โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  เมื่อมีโอกาสเข้าวัดเราก็ 
เอาเงินนั้นแหละไปทำบุญ  หยอดตู้บริจาค  ซื้อของถวายพระสงฆ์  ได้ซองผ้าป่ามาก็เอาเงินที่เราสวดนั้นแหละใส่เข้าไปในซองผ้าป่า 
หากมีการสร้างพระ  สร้างหนังสือธรรมะ หรืออะไรต่างๆ  ที่เป็นสาธารณประโยชน์ก็เอาเงินที่เราหยอดทุกวันนั้นแหละ  ไปทำบุญ 
ได้อานิสงส์มากแล้วจิตของเราก็จะติดอยู่กับกุศลทุกวัน  เมื่อถึงเวลามันก็จะรวมเข้าในจิตของเราเป็นหนึ่งเดียว 
        มีหลายคนที่แนะนำให้ไปทำ  ปรากฎว่าทำแล้วจิตมีสมาธิมากขึ้น  มีสติมากขี้น  จากคนที่ใจร้อน  ก็ทำให้จิตใจมีอารมณ์ 
เยือกเย็นขึ้น  จะคิดจะทำอะำไรก็รู้สึกว่าคล่องตัวมีคนช่วยเหลือ 
        ฝากไว้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาทำบุญตักบาตรพระ หรือเข้าวัด  ถ้าท่านเห็นว่ามีประโยชน์   
ก็พยายามเจริญศรัทธาให้มาก  ปฏิบัิติให้ได้ทุกวันแล้วท่านจะเห็นผลได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย


ที่มา: email จากครูหยุย อภิญญา


เปิดอ่าน 73 ครั้ง
ผู้เขียน อมเรศ วันที่ 2010-02-09 22:14:59